สปสช
ชมรมคุ้มครองผู้บริโภคด้านฮาลาล
สถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
กระทรวงสาธารณสุข
อสม
สภาการพยาบาล
สภาเภสัชกรรม
แพทย์สภา
สมาคมเทคนิคการแพทย์
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ชมรมสถานีอนามัยแห่งประเทศไทย
กรมสุขภาพจิต
สมาคมนักสังคมสงเคราะห์
สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส)
เวบต่างประเทศ







![]() | วันนี้ | 149 |
![]() | เมื่อวาน | 180 |
![]() | เดือนนี้ | 807 |
![]() | รวม | 198382 |
Last Updated on Monday, 31 August 2009 10:49 Written by ซอฟียะห์ นิมะ Monday, 31 August 2009 10:02

โรคกระเพาะอาหาร
โรคกระเพาะอาหาร หมายถึง ภาวะที่มีแผลเยื่อบุกระเพาะและลำไส้ถูกทำลาย ถึงแม้ว่าจะเรียกว่าโรคกระเพาะแต่สามารถเป็นได้ทั้งที่กระเพาะและลำไส้ ถ้าเป็นเฉพาะเยื่อบุกระเพาะเรียก gastritis แต่ถ้าเป็นแผลถึงชั้นลึก muscularis mucosa เรียก ulcer ถ้าแผลอยู่ที่กระเพาะเรียก gastric ulcer ถ้าแผลอยู่ที่ลำไส้เล็กเรียก duodenal ulcer โรคกระเพาะพบได้ทุกวัย
สาเหตุของโรคกระเพาะอาหาร
สาเหตุของการเกิดโรคกระเพาะมีมากมาย แต่เชื่อกันว่าสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากมีกรดในกระเพาะอาหารมาก และเยื่อบุกระเพาะอาหารอ่อนแอลง เชื้อโรค Helicobacter pylori เป็นเชื้อรูปแท่งติดสีน้ำเงิน มีความสามรถอยู่ในสภาวะกรดได้ดี สาเหตุที่กระเพาะอาหารมีกรดมากขึ้น เกิดขึ้นเนื่องจากสิ่งต่อไปนี้กระตุ้นให้กรดหลั่งมาก กระตุ้นของปลายประสาท เกิดจากความเครียด วิตกกังวลและอารมณ์ การดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ และน้ำดื่มที่มี Caffeine จะทำให้กรดหลั่งออกมามาก การสูบบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่ทำให้เกิดการหลั่งกรดออกมามาก การกินอาหารไม่เป็นเวลา การกินยาแก้ปวด ลดไข้ แก้ปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้อ ยาชุดที่มีแอสไพริน และยาสเตียรอยด์ ยาลูกกลอนต่างๆ โดยเฉพาะสารที่ระคายกระเพาะ เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID แม้วว่าจะให้ยาโดยการฉีดหรืออมใต้ลิ้นก็มีโอกาสเกิดแผลที่กระเพาะ นอกจากนี้จะไปกระตุ้นให้เกิด cyclooxigenase II (Cox II) ซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบที่กระเพาะ
อาการของโรคกระเพาะ
1. ปวดท้อง ลักษณะอาการปวดท้องที่สำคัญ คือปวดบริเวณลิ้นปี่ ปวดแบบแสบๆ หรือร้อนๆ ปวดเรื้อรังมานาน เป็นๆ หายๆ เป็นเดือนหรือเป็นปี ปวดสัมพันธ์กับอาหาร เช่น ปวดเวลาหิวหรือท้องว่าง เมื่อกินอาหารหรือนมจะหายปวด บางรายจะปวดหลังจากกินอาหารหรือนม บางรายจะปวดหลังจากกินอาหารหรือปวดกลางดึกก็ได้
2. จุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ เรอลม มีลมในท้อง ร้อนในท้อง คลื่นไส้อาเจียน
3. อาการโรคแทรกซ้อน ได้แก่ อาเจียนเป็นเลือดดำ หรือแดง หรือถ่ายดำ เนื่องจากมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้น ปวดท้องรุนแรง และช็อค เนื่องจากแผลกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กทะลุ ปวดท้องและอาเจียนมาก เนื่องจากการอุดตันของกระเพาะอาหาร
ผลของการถือศีลอดในเดือนรอมฎอนต่อโรคกระเพาะอาหาร
จากการศึกษาอุบัติการณ์การเกิดโรค Peptic ulcer แบบไปข้างหน้า (Prospectively study) ระหว่างปี 2002-2003 ในผู้ป่วย 516 ราย พบว่าไม่เกิดอุบัติการณ์ของโรค peptic ulcer เพิ่มขึ้นในช่วงเดือนรอมฎอนเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนต่างๆ ทั้งก่อนและหลังเดือนรอมฎอน และตรวจพบความเป็นกรดในกระเพาะลดลงในระหว่างมื้ออาหารในช่วงกลางคืน ผู้วิจัยได้สรุปว่าการถือศีลอดช่วยลดการสร้างกรดในกระเพาะทำให้แผลในกระเพาะหายเร็วขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาครั้งนี้ไม่ได้พบอุบัติการณ์ที่ลดลงของแผลแต่อย่างใด (Al-Kaabi et. al., 2004)
ส่วนอีกผลการศึกษาได้ประเมินแผลในกระเพาะของผู้ป่วยจำนวน 23 รายที่ถือศีลอดโดยใช้การส่องกล้อง (endoscopy) ก่อนและหลังเดือนรอมฎอน เปรียบเทียบกับผู้ป่วย 15 รายที่ไม่ได้ถือศีลอด โดยผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มได้รับยา Histamine2 antagonist (ranitidine) เป็นเวลา 2 ครั้งในเวลาก่อนตะวันขึ้นและหลังตะวันตก ผู้ป่วยจะได้รับการส่องกล้องก่อนเดือนรอมฎอน 7 วัน และหลังจากเดือนรอมฎอน 7 วันพบว่า
(1) จากกลุ่มที่ถือศีลอด 23 ราย มีผู้ป่วย 4 รายที่ถูกวินิจฉัยโดยการส่องกล้องก่อนเดือนรอมฎอน 7 วัน ว่ามีภาวะ active duodenal ulcer ได้รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ พบว่าแผลสมานกันดีขึ้นหลังเดือนรอมฎอน 7 วัน
(2) อีก 8 รายที่ถูกวินิจฉัยโดยการส่องกล้องก่อนเดือนรอมฎอน 7 วันว่ามีภาวะ active chronic duodenal ulcer ได้หยุดรับประทานยาไปในระหว่างเดือนรอมฎอน พบว่า 7 รายมีภาวะเลือดออกจากแผลเดิมในระหว่างเดือนรอมฎอน อีก 1 รายไม่ทราบแหล่งของเลือดที่ออกตอนที่ส่องกล้องซ้ำ
(3) ผู้ป่วย 8 รายที่ถูกวินิจฉัยโดยการส่องกล้องก่อนเดือนรอมฎอน 7 วันว่าแผลหายแล้ว (healed duodenal ulcer) พบว่าผู้ป่วย 7 รายไม่มีการเปลี่ยนแปลงของรอยแผล (scar) ผู้ป่วยอีก 1 รายพบอุบัติการณ์ของแผลใหม่ (active ulcer) ในตำแหน่งใกล้ๆ กับรอยแผลเดิม
(4) ผู้ป่วย 2 รายที่ถูกวินิจฉัยโดยการส่องกล้องก่อนเดือนรอมฎอน 7 วันว่าเคยเป็นแผลแบบกัดกร่อนที่ลำไส้ส่วนดูโอดีนัม (previous erosive duodenitis) ผู้ป่วยทั้ง 2 รายนี้ได้รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ พบว่าแผลหายสนิทหลังสิ้นเดือนรอมฎอน
(5) และผู้ป่วย 1 รายที่ถูกวินิจฉัยโดยการส่องกล้องก่อนเดือนรอมฎอน 7 วันว่าเป็นแผลเรื้อรังในกระเพาะ (a chronic gastric ulcer on the high lesser curve) ได้รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตรวจไม่พบร่องรอยของการสมานแผลและมีภาวะเลือดออกระหว่างเดือนรอมฎอน ส่วนผู้ป่วยที่ไม่ได้ถือศีลอด 15 ราย ได้รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอโดย ผู้ป่วย 6 รายที่ถูกวินิจฉัยโดยการส่องกล้องก่อนเดือนรอมฎอน 7 วันว่า เป็นแผลเรื้อรังในลำไส้ (chronic duodenal ulcers) 3 รายมีแผลที่หายแล้ว (healed duodenal ulcer) และ 6 รายเป็นแผลแบบกัดกร่อนที่ลำไส้ส่วนดูโอดีนัม (erosive duodenitis) ผู้ป่วยทั้งหมดนี้พบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ จากที่ตรวจไว้ครั้งแรก (Malik et. al., 1996)
3. การบริหารยาในช่วงรอมฎอน (Drug intake during Ramadan)
การบริหารยาในเดือนรอมฎอนเป็นประเด็นที่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นความคลาดเคลื่อนจากการบริหารยาจากขนาดยา ความถี่ ปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยากับยา หรือระหว่างยากับอาหาร เนื่องจากปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยากับยา หรือยากับอาหาร ทำให้ระดับยาในเลือดเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผลในการรักษาลดลงหรือมากเกินจนทำให้เกิดพิษของยา เช่น การได้รับยา cimetidine ร่วมกับยาลดกรด ทำให้การดูดซึมของยา cimetidine ลดลง เป็นต้น รวมทั้งต้องระวังการเปลี่ยนแปลงทางเภสัชจลนศาสตร์ (pharmacokinetic alteration) หรือการเปลี่ยนแปลงเภสัชพลศาสตร์ (pharmacodynamic alteration) ในช่วงที่ถือศีลอดด้วย
3.1) การเปลี่ยนแปลงความถี่ของการบริหารยา (Dosing schedule)
ช่วงเวลาของการบริหารยาในเดือนรอมฎอนอาจมีการเปลี่ยนแปลง ได้แก่
- การบริหารยาที่รับประทานวันละครั้ง (Single daily does)
มีทางเลือกให้ผู้ป่วยรับประทานยาในเวลาอิฟฏอร หรือซะฮูร ขึ้นกับช่วงเวลาที่ยาสามารถออกฤทธิ์ได้ดีที่สุด เช่น จากการศึกษาเปรียบเทียบ pharmacokinetic ของการบริหารยา theophylline ก่อนและหลังรอมฎอนในอาสาสมัครสุภาพดี พบว่า การรับประทานยาในเวลา 20.00 น (2 ชั่วโมงหลังจากอิฟฏอร) ตัวยาจะถูกดูดซึมได้น้อยกว่าเวลา 04.00 น (เวลาซะฮูร) เนื่องจากการดูดซึมยาเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบทางเดินอาหารที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย เช่น การเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดของกระเพาะ หรือการบริหารยากันชัก valproic acid ที่ศึกษาในอาสาสมัครสุภาพดีพบว่า ยาดูดซึมลดลงในช่วงเวลา 20.00 น. เช่นเดียวกัน (Aadil และคณะ, 2004)
- การบริหารยาที่รับประทานวันละ 2 ครั้งหรือมากกว่า (Two or more daily doeses)
มีทางเลือกให้ผู้ป่วยรับประทานยาในระหว่างเวลาอิฟฏอร และซะฮูร จากการศึกษา pharmacokinetics และอาการข้างเคียงของการรับประทานยา theophylline ชนิด sustained release วันละ 2 ครั้งในระหว่างเดือนรอมฎอนและหลังจากรอมฎอนในผู้ป่วยที่มีอาการหอบหืด 12 ราย โดยผู้ป่วยรับประทานยาเวลา 03.00 น. และ 19.00 น. เป็นเวลา 5 วัน พบว่าในระหว่างเดือนรอมฎอนพบผู้ป่วย 8 รายมีอาการปวดท้องและคลื่นไส้ 6 รายมีอาการอาเจียน ส่วนหลังจากรอมฎอน พบผู้ป่วย 4 รายที่มีอาการคลื่นไส้ และระดับยาในเลือดของผู้ป่วยเหล่านี้อยู่ในช่วงปานกลาง ผู้วิจัยได้สรุปว่า ควรบริหารยา theophylline ในรูปแบบยาเตรียมชนิด long acting วันละครั้งในตอนกลางคืนจะสามารถควบคุมอาการหอบหืดได้ในช่วงรอมฎอนและเป็นการลดอาการข้างเคียงลงได้
3.2) ปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยากับยา (Drug food interaction)
ปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยากับยาที่พบบ่อยจากการบริหารในเวลาใกล้เคียงกัน คู่ยาที่เกิดปฏิกิริยาระหว่างยา (drug interaction) โดยมีผลการทดลองโดยที่ชัดเจน เป็นผลจากปฏิกิริยาทางเภสัชพลศาสตร์แล้วทำให้ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาเปลี่ยนแปลงดังปรากฏในตารางที่ 3
ประเภทของปฏิกิริยาระหว่างยาในร่างกาย แบ่งได้ตามกลไกการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา ดังนี้
- ปฏิกิริยาระหว่างยาในด้านเภสัชจลนศาสตร์ (pharmacokinetic drug interaction) เป็นปฏิกิริยาระหว่างยาที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเภสัชจลนศาสตร์ของ object drug ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับยาสูงสุดในเลือด ปริมาณการดูดซึม อัตราการกำจัดยาออกจากร่างกาย หรือค่าครึ่งชีวิต เป็นต้น ผลจากการเปลี่ยนแปลงระดับยาในร่างกายไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มหรือลดระดับยาอาจมีผลต่อเนื่องจนกระทั่งก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงฤทธิ์ในการรักษาหรือทำให้เกิดอาการข้างเคียงหรือความเป็นพิษของยาได้
- ปฏิกิริยาระหว่างยาในด้านเภสัชพลศาสตร์ (pharmacodynamic drug interaction) เป็นปฏิกิริยาที่เกี่ยวกับการเพิ่ม หรือลดฤทธิ์ หรือเสริมอาการข้างเคียงของยาที่ได้รับผลกระทบจากปฏิกิริยานั้น (object drug) โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงระดับยาทั้งของ object drug และยาที่เป็นสาเหตุของผลกระทบ (precipitant drug) นอกจากนี้ปฏิกิริยาระหว่างยายังหมายรวมถึง ความเข้ากันไม่ได้ทางกายภาพหรือทางเคมี ซึ่งมักเกิดขึ้นระหว่างการผสมยา การเตรียมยา หรือระหว่างการเก็บรักษา อันเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นนอกร่างกาย
------------------
ผลของการถือศีลอดในเดือนรอมฎอนต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย
ในภาวะสุขภาพดีและเจ็บป่วย (ตอนที่ 5)
(Effects of Ramadan Fasting on Health and Illness)