การช่วยเหลือทางสัมคมและจิตใจในผู้ป่วยระยะสุดท้าย



Last Updated on Friday, 10 July 2009 17:46
Written by เจ๊ะฟาตีหม๊ะ บินอิบรอเฮง
Friday, 10 July 2009 17:09
การดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้ายควรดุมแลแบบองค์รวมที่จะต้องครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่ให้ความเชื่อถือ ความศรัทธา และฝากความหวังอย่างมากให้กับแพทย์ พยาบาล ตลอดทั้งบุคลากรสาธารณสุข ซึ่งมีความใกล้ชิดกับผู้ป่วยมากที่สุด เป็นผู้ที่มีส่วนจูงใจ
โน้มน้าวให้เกิดความร่วมมือในการบำบัดรักษา เกิดขวัญกำลังใจในการเอาชนะโรคภัยไข้เจ็บของผู้ป่วย ฉะนั้นประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้ป่วยในระยะสุดท้าย บุคลากรสาธารณสุขควรจะมีการตระหนักรู้ มีเจตคติและความเข้าใจ มีความเห็นอกเห็นใจ และมีการประคับประคองผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องเช่น การตรวจเยี่ยมผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ การสบตา การสัมผัสผู้ป่วยตามความเหมาะสม การฟังสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการพูด และการยินดีตอบคำถามอย่างให้เกียรติ สิ่งสำคัญในการดูแลดังกล่าวคือ ความจริงใจและมีคุณธรรมในการดูแล
การให้การช่วยเหลือทางจิตและสังคม (Psychosocial Support) นั้นผู้เชี่ยวชาญได้อธิบายลักษณะจำเป็นที่แพทย์และบุคลากรสาธารณสุขจะต้องมีในการดูแลผู้ป่วยที่กำลังใกล้ตายดังนี้
1. Concern หมายถึง ความผูกพัน ความห่วงใย และความเอาใจใส่ในตัวผู้ป่วย ต้องมีความรับผิดชอบในการจัดการทุกสิ่งที่จำเป็นในวาระสุดท้ายของชีวิตเขา
2. Clinical Competence หมายถึง ความสามารถทางคลินิก แพทย์ จะต้องได้รับการฝึกอบรมและมีประสบการณ์ที่เพียงพอในการจัดการกับอาการปวดและอาการอื่นๆ ที่มักพบได้บ่อยในระยะสุดท้ายของชีวิต โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็ง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หายใจลำบาก เบื่ออาหาร วิตกกังวล ท้อแท้ สิ้นหวัง เป็นต้น ขณะเดียวกันผู้ป่วยก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับการดูแลเช่นนี้จากแพทย์ด้วย
3. Comfort หมายถึง การปลอบโยน ผู้ป่วยควรได้รับการปลอบประโลม เพื่อทำให้บรรเทาจากอาการทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ
4. Compassion หมายถึง ความกรุณา แพทย์ต้องแสดงให้เห็นอย่างจริงใจว่าเขามีความปรารถนาที่จะช่วยให้ผู้ป่วยพ้นจากความทุกข์ พยายามช่วยดูแลจนเต็มความสามารถ และไม่ทอดทิ้งผู้ป่วย
5. Communication หมายถึง การสื่อสาร มีการพูดคุยกับผู้ป่วยอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับขั้นตอนและการดำเนินของโรค รวมทั้งวิธีการรักษา ช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าเขายังมีคุณค่าอยู่ ควรช่วยจัดภารกิจที่ยังไม่แล้วเสร็จหรือปัญหาที่ยังคั่งค้างอยู่ การสื่อสารไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดเสมอไป ท่าทาง แววตา การยิ้ม การโบกมือ การสัมผัสและอื่นๆ เป็นสื่อที่แสดงถึงความห่วงใยและความเอื้ออาทรเป็นอย่างดี
6. Children หมายถึง การพาลูกหลานมาเยี่ยมเยียน รวมทั้งญาติสนิท มิตรสหาย เป็นการให้กำลังใจและการปลอบขวัญแก่ผู้ป่วย
7. Cohesion หมายถึง ความเชื่อมแน่น เป็นการเชื่อมสัมพันธภาพระหว่างผู้ป่วยกับสมาชิกในครอบครัวและผู้ดูแล การสนับสนุนทางอารมณ์จากบุคคลเหล่านี้ช่วยลดความวิตกกังวลและความว้าเหว่ ในเวลาเดียวกันก็ช่วยให้ครอบครัวรู้จักจัดการกับความรู้สึกที่มีต่อผู้ป่วยที่กำลังจะจากไป
8. Cheerfulness หมายถึง ความร่าเริง ความจริง ความสนุกสนานและเอารมณ์ขันที่เหมาะสมกับสถานการณ์ อาจช่วยทำให้ผู้ป่วยมีจิตใจสบายขึ้น ควรหลีกเลี่ยงความรู้สึกกังวล เบื่อหน่าย ท้อแท้ หรือสิ้นหวัง
9. Consistency หมายถึง ความคงเส้นคงวา ต้องให้ความเอาใจใส่และการดูแลผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ผู้ป่วยมักมีความรู้สึกว่าตนเองเป็นภาระกับคนอื่นหรือครอบครัว และในเวลาเดียวกันกลัวจะถูกทอดทิ้ง การที่แพทย์ดูแลผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความกลัวดังกล่าวได้
ในขณะเดียวกันการช่วยเหลือทางสังคมและจิตใจ สำหรับญาติผู้ป่วยเราก็ไม่ควรจะละเลย เพราะปฏิกิริยาทางจิตใจที่มีต่อการสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รัก อาจแสดงออกมาในลักษณะช็อค ตกตะลึง ปฏิเสธความจริงที่เกิดขึ้น ไม่เชื่อ ไม่ยอมรับต่อความเป็นจริง ซึมเศร้า ท้อแท้ใจ และในที่สุดอาจยอมรับสภาพความจริงไม่ได้ ฉะนั้นการสื่อสารที่เหมาะสม เพื่อลดความรุนแรงของอารมณ์ที่เกิดขึ้น ผู้ที่จะสื่อสารหรือบอกข่าวกับญาติควรดำเนินการดังนี้
1. เตรียมความพร้อมทั้งด้านอารมณ์ ความรู้สึก และความคิด
2. การบอกความจริง บอกอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้ผู้รับข่าวการเจ็บป่วยรับรู้ตามลำดับเหตุการณ์ หรือตามเหตุผลที่เกิดขึ้นจริง
3. ให้กำลังใจ เพื่อให้ผู้รับข่าวการเจ็บป่วยผ่อนคลายความรู้สึกลง
4. เสนอความช่วยเหลือและร่วมวางแผนแก้ไขปัญหาแก่ผู้รับข่าวสารการเจ็บป่วยต่อไป
ในฐานะที่เป็นมุสลิม หน้าที่ประการหนึ่งของมุสลิมพึงมีต่อกันและกัน คือ การเยี่ยมผู้ป่วย สิ่งที่คนไปเยี่ยมผู้ป่วยพึงกระทำ คือ ควรเตือนให้ผู้ป่วยได้ตระหนักถึง
1. การเตาบะฮ์ (ขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮ์)
2. สิ่งที่เขาจำเป็นจะต้องสั่งเสีย
3. ให้เขาใช้เวลาอย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยการรำลึงถึงอัลลอฮ์
เพราะสิ่งเหล่านี้จำเป็นสำหรับผู้ป่วยครั้งเมื่อเขาอยู่ในสภาพของคนใกล้สิ้นลมหายใจ ผู้ที่อยู่ใกล้ผู้ตายควรจะสอนให้เขาได้กล่าวว่า “ลา อิลาฮะอิลลัลลอฮ์” (ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น) ด้วยเสียงดังพอที่จะให้คนใกล้ตายได้ยิน อันจะเป็นการทำให้เขาระลึกได้และได้รำลึกถึงอัลลอฮ์
สิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้ดูแลจะต้องแนะนำให้ผู้ป่วยกระทำอยู่เสมอ ได้แก่
1. ให้ผู้ป่วยมีความพอใจในการกำหนดของอัลลอฮ์
2. ให้ผู้ป่วยมีความอดทนต่อการกำหนดของอัลลอฮ์
3. ให้ผู้ป่วยมีความคิดแต่สิ่งที่ดีๆเกี่ยวกับอัลลอฮ์
4. ไม่ควรให้ผู้ป่วยขอดุอาร์ให้ตาย เพื่อจะได้พ้นจากการทรมานจากอาการเจ็บป่วย
5. ให้ผู้ป่วยกล่าวขออภัยต่ออัลลอฮ์ในความผิดที่ผ่านมา
สำหรับญาติพี่น้องหรือผู้ดูแลควรมีข้อปฏิบัติ ดังนี้
1. กล่าวชะฮาดะฮ์ อยู่ตลอดเวลาให้แก่ผู้ป่วย
2. กล่าวดุอาร์ (บทขอพร) ให้ผู้ป่วย เช่น “ขออัลลอฮ์ ให้เราพ้นจากความทรมานและความเจ็บป่วยในการตาย”
3. พูดเฉพาะสิ่งที่ดีๆ ต่อหน้าผู้ป่วย
ที่มา
การช่วยเหลือทางสังคมและจิตใจในผู้ป่วยระยะสุดท้าย หน้า 41-44